ฝุ่นในบ้านมาจากไหน ทำความสะอาดเท่าไหร่ฝุ่นก็ไม่หมดสักที?

เคยสงสัยไหมคะ ว่าทำไมกวาดบ้านทุกวันแต่ก็ยังมีฝุ่น ทำความสะอาดไม่ทันไรฝุ่นก็กลับมาทุกที เกาะตามตู้ เตียง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หน้าต่างก็ไม่ได้เปิดทิ้งไว้ ประตูก็ปิดสนิท เอ๊ะแล้วฝุ่นมันมาจากไหนกัน !!!

เพราะฝุ่นอยุ่ในอากาศ และอากาศมีอยู่ในทุกที่

ถ้าพูดกันตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว อากาศนั้นประกอบไปด้วยแก๊สต่าง ๆ หลายชนิด รวมถึงออกซิเจนที่เราใช้หายใจ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นของเสียจากการหายใจ และสสารอื่น ๆ อย่างสารระเหยจากสีและสารเคลือบต่าง ๆ กลิ่น รวมถึงเจ้าฝุ่นละอองตัวดีนี่เอง ซึ่งฝุ่นในอากาศก็มีมากมายหลายขนาดตามแหล่งกำเนิด ทั้งฝุ่นตามธรรมชาติ และฝุ่นที่มนุษย์สร้างขึ้น


ฝุ่นละอองขนาดใหญ่ 500 – 100 ไมครอน และไม่เกิน 100 ไมครอน เป็นฝุ่นที่เราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า ฝุ่นชนิดนี้จะตกลงสู่ที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก สะสมอยู่ตามพื้นบ้านที่ทำให้เราเดินแล้วรู้สึกไม่สบายเท้า และยังสามารถเกาะตามเฟอร์นิเจอร์ ทีวี ตู้เย็น เกิดเป็นรอยฝุ่นแสนสกปรกให้เราเห็นได้


ฝุ่นหยาบ ขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ฝุ่นละเอียด ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และฝุ่นเล็กละเอียด ที่เล็กกว่า 0.1 ไมครอน (PM0.1)  ฝุ่นเหล่านี้น้ำหนักเบามาก จึงลอยในอากาศได้นานหลายชั่วโมงกว่าจะตกลงพื้น เมื่อมีลมก็ลอยขึ้นมาใหม่ ที่สำคัญคือเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ถือเป็นฝุ่นที่ใกล้ลมหายใจและเป็นอันตรายต่อร่างกายสุด ๆ โดยสามารถเดินทางเข้าสู่ระบบหายใจและแทรกซึมเข้ากระแสเลือด กระทบสุขภาพทั้งระยะสั้น ตั้งแต่ไอ เจ็บคอ แสบคอ มีน้ำมูก จนถึงภูมิแพ้ และระยะยาวเช่นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ

ด้วยขนาดของฝุ่นที่แตกต่างกันเยอะขนาดนี้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมทำความสะอาดบ้านเท่าไหร่ ฝุ่นก็ไม่หมดสักที เพราะฝุ่นนั้นมีทั้งฝุ่นบนพื้นและฝุ่นที่ลอยในอากาศ แล้วยิ่งเรากวาดบ้าน ปัดฝุ่นบนเฟอร์นิเจอร์ สะบัดพรมบนพื้น สะบัดผ้าม่าน ยิ่งจะทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว จนอาการป่วย ตาแดง ไอ จามมาถามหา

ลดฝุ่นง่าย ๆ ทำได้เอง

เทคนิคง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำได้ เพื่อลดฝุ่นในบ้านนั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อลดฝุ่นฟุ้งกระจายอย่างผ้าไมโครไฟเบอร์ เก็บเสื้อผ้าในตู้ให้มิดชิด ทำความสะอาดพรมบ่อย ๆ รวมไปถึงการมองหาอุปกรณ์ผู้ช่วยมาจัดการดูแลลดฝุ่นในบ้าน

ฝุ่นบนพื้นกับในอากาศ จัดการไม่เหมือนกัน

ฝุ่นที่ตกสู่พื้น มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ที่กระจายไปทั่ว หนำซ้ำ เวลาที่เราเดินไปมาฝุ่นก็จะติดเท้าเราไปด้วย การกวาดบ้านแบบเดิม ๆ จะทำให้ฝุ่นฟลิวและฟุ้งกระจายได้ ในขณะที่เครื่องดูดฝุ่นก็ต้องใช้แรงและเวลา หุ่นยนต์ดูดฝุ่นจึงเป็นตัวช่วยของคนยุคนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ที่สำคัญต้องเป็นหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาให้เก็บฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ดูดหรือปัดแล้วเดินผ่านไป แต่ต้องทำงานร่วมกัน 3 ขั้นตอน ตั้งแต่ปัดฝุ่นเข้ามาบริเวณช่องดูด – ตักฝุ่นให้ลอยขึ้นจากพื้น – ดูดด้วยแรงดูดที่มีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ การมีเทคโนโลยีตรวจจับฝุ่นจะช่วยให้มั่นใจว่าพื้นที่หุ่นยนต์ทำแล้วสะอาดจริง

 

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นหรือเครื่องดูดฝุ่นต่างใช้แรงลมเป็นกลไก ย่อมมีลมปล่อยออกมาหลังการดูด จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ดีจะต้องมีแผ่นกรองหรือฟิลเตอร์ เพื่อกันไม่ให้ฝุ่นกลับมาในอากาศอีก

แน่นอนว่าจัดการฝุ่นที่พื้นแล้ว ฝุ่นในอากาศก็สำคัญ เพราะส่วนมากเป็นฝุ่นเล็กละเอียดที่มองไม่เห็นและลอยในอากาศได้นาน ตัวช่วยสำคัญคือเครื่องฟอกอากาศที่ดักจับฝุ่นให้หายไปได้ทันทีอย่างระบบแผ่นกรอง ซึ่งก็ต้องกรองได้ละเอียดมาก ๆ เพราะยังมีเหล่าเชื้อโรคและไวรัสที่แพร่ในอากาศปะปนอยู่ ยิ่งถ้ามีเด็กในบ้านยิ่งต้องระวัง เพราะเด็ก ๆ ภูมิต้านทานต่ำ ฝุ่น PM2.5 (ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน) สามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดทางปอดและกระทบการทำงานของสมอง ไวรัสที่มาตามฤดูอย่าง RSV ก็อาจทำให้ทางเดินหายใจติดเชื้อ ซึ่งไวรัสก็มีขนาดเล็กสุดถึง 0.02 ไมครอน เครื่องฟอกระดับ HyperHEPA ที่กรองได้เล็กละเอียดถึง 0.003 ไมครอนจึงเป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

 

เครื่องฟอกอากาศบางระบบ ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ฝุ่นตกลงสู่พื้นเพื่อลดฝุ่นในอากาศ เมื่อลมพัด ฝุ่นก็ปลิวกลับขึ้นมาใหม่แบบที่เรามองไม่เห็น จึงควรพิจารณาระบบที่ทำให้ฝุ่นหายไปถาวรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เพื่อให้การจัดการฝุ่นครบจบทั้งบ้าน ทั้งฝุ่นบนพื้นที่ไม่สบายเท้าและฝุ่นในอากาศที่อันตรายต่อสุขภาพ วันนี้ 2 แบรนด์ชั้นนำระดับโลก จับมือกันมอบสิทธิพิเศษ จับคู่ iRobot หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้านจากสหรัฐฯ ที่ช่วยจัดการฝุ่นบนพื้นแทนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และเครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงอย่าง IQAir ที่หนึ่งเรื่องคุณภาพอากาศจากสวิตเซอร์แลนด์ มาตรฐานระดับที่แพทย์และผู้คนทั่วโลกเลือกใช้.  ดูโปรโมชั่นเพิ่มเติม คลิก

Join our mailing List.